Zodiac (โซดิแอค ตามล่า รหัสฆ่าฆาตกรอำมหิต)

Zodiac (โซดิแอค ตามล่า รหัสฆ่าฆาตกรอำมหิต)

รีวิวหนัง(แอคชั่น)2020

Zodiac.(โซดิแอค ตามล่า รหัสฆ่าฆาตกรอำมหิต)     สำหรับนักแสดอีกหนึ่งคนที่น่าจับตามองคนหนึ่งในตอนนี้คงไม่ใช่ใคร นอกจาก Robert Downey Jr. ที่ล่าสุดได้มารับบทเป็นซุปเปอร์ฮีโรพันธุ์แกร่งอย่าง IRON MAN ในคราวนี้ผมเลยขอแนะนำหนังดี(มาก)อีกเร่องหนึ่งที่เค้าแสดง ซึ่งสร้างมาจากเรื่องจริงอีกด้วยเรื่องนั้นคือ ZODIAC ตามล่า..รหัสฆ่า ฆาตกรอำมหิต ภาพยนตร์เรื่อง zodiacเป็นเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริง ของการตามล่าหาฆาตรกร ที่ลงมือฆ่าต่อเนื่องอย่างโหดร้าย ในเขตซานฟรานซิสโก ช่วงปี 1960 และ 1970 ตัวฆาตรกรรายนี้ มีความสามารถในการลงมืออย่างชาญฉลาด โดยที่ทั้งตำรวจและนักสืบ ต่างก็ไล่ไม่ทันกันเลยทีเดียว ตัวภาพยนตร์จะเน้นไปที่ตัวละครหลัก ซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ ที่สามารถถอดรหัสดังกล่าวได้ และตำรวจนักสืบที่เป็นเจ้าของคดี ตัวภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราว เป็นช่วงเวลานานกว่ายี่สิบปี ที่ทั้งตำรวจและทางการ ไม่สามารถตามล่าฆาตกรรายนี้ มาลงโทษได้ รีวิวหนัง(แอคชั่น)2020จนกลายเป็นหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์ของอเมริกา หนังเรื่องนี้โพกัสไปที่การตามล่าตัวฆาตกรของตำรวจและ.การทำงานของนักข่าวที่ตามล่าหาตัวจริงของฆาตกรรายนี้ งานสร้างของภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องเรียกได้ว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม กับการเนรมิตฉากเมือง ปลายยุค60 และ ไปจนถึง70 ได้อย่าง สมจริง ในทุกรายละเอียด แม้แต่เพลงที่แว่วมา ทางคลื่นวิทยุในเรื่อง ก็เป็นเพลงที่อยู่ในช่วงปีนั้น แม้ว่าตัวหนังจะยาวเกือบสามชั่วโมง แต่การเดินเรื่องและบทที่น่าติดตาม ก็ทำให้เรื่องนี้ไม่น่าเบื่อ หรือรู้สึกยืดเยื้อ เลยแม้แต่น้อย นักแสดงแต่ละคน ก็แสดงได้อย่างสมบทบาทที่ได้รับ หนังมีแต่ฉากสนทนา ตามสืบเรื่องราว และช่วงเวลาในหนังก็ยืดยาวเป็นหลายๆปีแล้วอะไรที่ทำให้ Zodiac เจ๋งและน่าสนใจ รีวิวหนัง(แอคชั่น)2020นั้นก็คือฉากการสนทนาและการเล่าเรื่องที่มีการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากพระเอกนักวาดการ์ตูนกลายเป้นคนตามคดีจากตำรวจผู้สู้ไม่ถอยจนเริ่มท้อและนักข่าวมืออาชีพ ชื่อดังที่ชีวิวเปลี่ยนไปเมื่อยิ่งยุ่งเรื่องนี้มากขึ้นๆ ฉากสนทนาและสถานการณ์ต่างๆดูน่าติดตามอย่างไม่น่าเชื่อ หนังเฉียบคมตัวบทภาพยนตร์ที่รวมเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นกับเบาะแสะที่ละเล็กที่ละน้อย พูดง่ายๆว่า ถ้าไม่ปิดกั้นและเปิดใจรับด้วยการดู Zodiacสักรอบ อาจจะทำให้อยากดูอีกรอบก็ได้ครับ Jake Gyllenhaal , Mark Ruffalo , Robert Downey Jr. ทั้ง 3 ไม่มีใครกินใครลงเลย การแสดงเฉียบขาดมากครับขอบอก  กำกับโดย  : David Fincher ที่โด่งดังมาจากการกำกับหนังเรื่องเยี่ยมหลายเรื่อง อาทิ Se7en, Fight Club และ Panic Room   เสียงระเบิดดังสนั่น…..!! เสียงเร่งเครื่องรถแข่ง เสียงกระสุนวิ่งผ่านหลายนัด เชื่อว่านี่คือเสียงที่คอหนังแอ็กชั่น คอหนังบู๊ระห่ำหลายคนคุ้นเคย และได้ยินเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาไปชมหนังเหล่านี้ในโรงภาพยนตร์ ที่ดังสนั่นสะใจ กระหึ่มผ่านลำโพงทางซ้ายขวา ด้านหน้าและด้านหลัง ที่ถูกออกแบบดีไซน์มาเป็นอย่างดี ให้ผู้ชมนั้นรู้สึกระทึกและสมจริง คล้ายกับอยู่ในเหตุการณ์นั้นมากที่สุด แต่สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ ที่โรงภาพยนตร์ต้องปิดชั่วคราว เพราะเหตุเชื้อโควิด-19 ระบาดหนัก เชื่อเหลือเกินว่าหลายคน น่าจะคิดถึงบรรยากาศดังกล่าวในโรงหนัง เช่นเดียวกับผู้เขียนที่ไม่ได้ซึมซับบรรยากาศแบบนั้นมานานนับเดือนแล้ว..     อ้างอิง : ?รีวิวหนัง netflix สนุกๆ

The Old Guard

The Old Guard

The Old Guard หนัง Netflix ทุนสูง แต่พล็อตเก่าๆ ฉากแอ็กชั่นไม่ได้ว้าวอย่างที่คิด[ตัวอย่างหนัง]

The Old Guard

  บทความไม่มีสปอยล์เนื้อหาความลับของเรื่อง [ตัวอย่างหนัง] The Old Guard  หนัง Original Netflix ทุนสูงที่ใช้บริการดาราดังอย่าง ชาร์ลิซ เธอรอน มาเล่นแบบเรื่องก่อนๆ นี้และก็ยังมาในแนวทางเดียวกันคือเป็นหนังที่ทำไว้เตรียมเป็นภาคต่อยาวๆ ทำให้ตัวเรื่องเหมือนเป็นแค่จุดเริ่ม Begin เปิดตัวกับภารกิจออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อยก่อนเท่านั้น ทหารรับจ้างที่มีชีวิตอมตะกลุ่มเล็กๆ รวมตัวกันอย่างลับๆ และนำโดยนักรบชื่อแอนดี้ (ชาร์ลิซ เธอรอน) ทุกคนต่อสู้เพื่อปกป้องโลกมนุษย์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่เมื่อต้องไปปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนที่ทำให้ความสามารถที่ไม่ธรรมดาของกลุ่มเปิดเผย ไนล์ (คิคี เลย์น) ซึ่งเป็นนักรบอมตะคนล่าสุดจึงต้องตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือทุกคน หรือว่าจะกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวดังเดิม

 The Old Guard

ต้องบอกว่าจากพล็อต จากตัวอย่าง จากหน้าหนัง และความเว่อร์ของแนวนี้ที่เคยมีหลายเรื่องทำมาก่อนเยอะแยะแล้ว ตัวอย่างซีรีส์ Highlander (1992–1998) คนอมตะที่ต้องสู้กันเองเปลี่ยนผ่านความทรงจำรุ่นต่อรุ่นมาเป็นพันปี ทำให้ผู้เขียนคิดว่าเรื่องนี้ที่หยิบพล็อตแนวนี้มาทำใหม่อีกเรื่องน่าจะมีอะไรเด็ดๆ มากกว่านี้ซ่อนอยู่ แต่คงหวังมากไปเพราะสุดท้ายตัวเรื่องยังถือว่าอยู่ในขั้นธรรมดาสามัญมาก หลักๆ คือแค่มนุษย์อมตะที่ไม่รู้ว่าอมตะจากอะไร (เรื่องอื่นๆ ก็มักจะประมาณนี้) พยายามค้นหาสาเหตุของการเป็นอมตะที่จริงๆ แล้วก็ยังทนทุกข์ทรมานจากการไม่ตายได้เช่นกัน ทั้งอาการเจ็บที่ยังคงอยู่ การเห็นคนที่รักตายจากไป

คบค้าสมาคมสนิทกับใครก็ไม่ได้เพราะกลัวความลับถูกเปิดเผย ด้วยความโดดเดี่ยวนี้เองจึงทำให้พล็อตมนุษย์อมตะแนวนี้มีอะไรแทบเหมือนกันทั้งหมด แต่แค่เปลี่ยนตัวร้ายเป็นรุ่นๆ ไปเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ทีมตัวเอกที่มีกัน 4 คนต้องมาเจอกับ CEO เจ้าของบริษัทยาที่ต้องการไขความลับชีวิตอมตะของพวกเขา โดยอ้างว่าทำเพื่อมนุษย์ชาติ แต่จริงๆ คือเพื่อหากำไรเข้าบริษัท ซึ่งมันก็เบๆ มากกับสูตรสำเร็จแบบนี้ (ถ้าใครไม่เคยดูหนังพล็อตแนวนี้อาจจะว้าวก็ได้)

 The Old Guard

ทีนี้พอเส้นเรื่องหลักค่อนข้างธรรมดา ตัวเรื่องก็เลยเหลือแค่ฉากแอ็กชั่นว่าทำได้เจ๋งแค่ไหน ซึ่งก็ทำได้กลางๆ มาตรฐานปกติ ไม่ถึงกับว้าวหรือมีฉากที่น่าจดจำเป็นตำนานอย่างพวก มาทริกซ์ จอน์นวิค หรือนักฆ่าโฮมโปรอย่าง Equalizer เลยสักฉาก แม้แต่หนัง Netflix ด้วยกันเองอย่าง 6 Underground หรือ Extraction ก็ยังมีอะไรน่าตื่นตากว่า (อย่างลองเทคสุดระห่ำของคริส) แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มันส์หรอกนะ ตัวฉากแอ็กชั่นของเรื่องก็สนุกมันส์ใช้ได้ แต่ที่คาดหวังคือน่าจะมีฉากเด็ดๆ มากกว่านี้ เพราะนี่เป็นถึงมนุษย์อมตะตายฟื้นๆ เป็นว่าเล่น แต่กลับนำสกิลตรงนี้มาใช้แค่พื้นๆ เท่านั้น

อาจจะเพราะว่าพอเป็นอมตะด้วยก็เลยทำให้คู่ต่อสู้กลายเป็นกระจอกไปเลย เพราะเราคนดูรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ชนะฆ่าไม่ตาย อารมณ์เหมือนมาเจอซูเปอร์แมนในโลกจริง ยังไงมันก็แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งตัวคนเขียนบทก็คงรู้จุดอ่อนนี้ดี ก็เลยพยายามลดทอนความสามารถของบางคนลงแบบโดนเนิร์ฟฉับพลันไม่งั้นหมดลุ้นกันพอดี แต่ถึงจะโดนเนิร์ฟแล้วก็ตาม เรื่องก็ยังไม่ได้ลุ้นอะไรมาก เพราะมากันเป็นทีมทุกงาน ต่อให้คนนึงมีปัญหา คนที่เหลือก็อมตะช่วยได้อยู่ดี

 The Old Guard

ตัวอย่างหนังThe Old Guard ที่ฉากแอ็กชั่นเรื่องนี้ไม่ได้เข้มข้นอะไรมากอีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผู้กำกับ Gina Prince-Bythewood ที่ดูเครดิตการทำงานแล้วมีแต่หนังแนวดราม่าแทบทั้งนั้น พอต้องมากำกับหนังแอ็กชั่นเต็มสูบ ก็เลยเหมือนไม่ใช่งานถนัดของเธอนัก และในส่วนดราม่าของเรื่องเองที่พยายามปั้นตัวละครน้องใหม่มาเข้าทีมด้วยอารมณ์สับสนยังอยากกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้าน เรื่องก็ไม่ได้รู้สึกหน่วงอะไรนัก เรียกว่าแทบจะไม่มีอารมณ์ร่วมให้คนดูรู้สึกไปตามนั้นเลย ส่วนตัวนางเอกก็มีย้อนอดีตไปไกลหน่อยสมัยยังรบพุ่งขี่ม้าใส่เกราะฟันกัน ซึ่งก็เหมือนจะพยายามบิ้วให้ซึ้งว่ามีสมาชิกรุ่นก่อนที่ตายเพราะพลังอมตะหายไปโดยไม่รู้สาเหตุ แล้วก็มีสมาชิกอีกคนที่โดนถ่วงลงก้นทะเลแต่เธอตามหาไม่เจอ ซึ่งเรื่องก็ใส่มาแบบหยอดไว้กะทำภาคต่อกันตรงๆ แต่ระหว่างที่ดูแล้วเจอฉากนี้คนดูก็คงเผลอคิดไปว่าอาจจะเป็นบอสหรือตัวร้ายจริงในภาคนี้ก็ได้

แต่พอไม่ใช่ก็เหมือนโดนหลอกเฟลนิดๆ (จุดนี้ใส่ไว้เพื่อทำภาคต่อในเอนด์เครดิตโดยตรง) ก็ถือว่าเป็นหนังทุนสูงของ Netflix ที่มีงานโปรดักส์ชั่น CG ได้มาตรฐาน แต่ว่าตัวเรื่องไม่ได้แปลกใหม่ ฉากแอ็กชั่นแค่ได้มาตรฐานทั่วไปยังไม่ถึงขั้นมีซีนน่าจดจำอะไรนัก และก็จบแบบเตรียมทำภาคต่อชัดเจน เข้าใจว่าเป็นเหมือนแนวทางใหม่ของเน็ตฟลิกซ์ที่ต้องการทำหนังจากดาราดังทุนสูงในลักษณะยาวเป็นซีรีส์ได้ ซึ่งเท่าที่ดูก็น่าจะประสบความสำเร็จดีเพราะอันดับยอดคนดูสูงแซงซีรีส์ดังๆ เกือบเท่าตัวทั้งนั้น เรื่องนี้ก็มาแนวเดียวกันย่อยง่าย ดูเอาเพลินๆ แปบๆ จบ ยอดก็น่าจะดีถล่มทลายเช่นกันครับ และสุดท้ายนี้คือเรื่องย่อ หรือ [ตัวอย่างหนัง] The Old Guard 

รีวิวหนัง netflix สนุกๆ